ความธรรมดา คือ สิ่งพิเศษที่โลกต้องการ

ถ้าเข้าใจถูกอะไร ๆ มันก็ถูกต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ หากความเข้าใจคลาดเคลื่อนตั้งแต่ต้นสิ่งที่จะเกิดต่อ ๆ มา ก็คือ ความเบี่ยงเบน และคลาดเคลื่อนต่อ ๆ กันไป มันอาจไม่ใช่ผิดหรือถูก แต่เป็นเพียงสิ่งที่มีอยู่และเกิดซ้ำ ๆ อยู่ในสังคมปัจจุบันอย่างเหลือเฟือ คนเหล่านี้มีมากมายเกลื่อนในทุกชนชั้น ในทุกกลุ่มของสังคม แตกต่างกันไปตามฐานะและความเป็นอยู่ แต่พวกเค้ามีหลาย ๆ อย่างที่คล้าย ๆ กัน

จะยกตัวอย่างประหนึ่งนิทานที่สะท้อนความจริงให้อ่านสักเรื่อง

สมมติว่าตัวละครเป็นคน ๆ นึง ชื่อ เฟมัส

พ่อแม่ตั้งชื่อให้หวังว่าจะมีชื่อเสียงเป็นที่นิยมชมชอบ ส่งเสียให้เรียนจนจบ ป.โท มีความรู้ที่ดี ใช้ภาษาได้คล่อง เป็นพื้นฐานที่ดีให้ต่อยอดไปทำงานหาเลี้ยงชีพในสังคมได้อย่างสบาย ๆ

แต่สิ่งที่ได้กลับตรงกันข้าม ทุกวันนี้ เฟมัส เป็นคนที่มีธุรกิจอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา ทุกครั้งถ้าเราบังเอิญไปถามว่าช่วงนี้ทำอะไร เฟมัสจะพ่นชื่อบริษัทที่เค้าเป็นที่ปรึกษา หรือได้ร่วมไปงานอะไรด้วยแม้เพียงนิดหน่อยก็ขอให้ได้เล่า บางอย่างก็เป็นโครงการรอนักลงทุน บางอย่างกำลังดิวกันแล้วใกล้สำเร็จ หรืออาจเป็นงานการกุศลที่ไปร่วมงาน เป็นประธาน เป็นผู้บรรยาย หรืออย่างอื่น ๆ และก็จะมีไอเดียดูเลิศหรูสำหรับยานยนต์รุ่นใหม่ที่เค้าสนใจอยู่ รถคันใหม่ในฝัน กิจกรรมล้านแปด ที่จะทำให้เค้ามีเงินเป็นร้อย ๆ ล้าน แถมให้เราได้ฟังเสมอ

ชีวิตของเค้าทำงานตลอดเวลา สมองวิ่งตลอดขอแค่ได้มีแสงจุดประกายเพียงน้อยนิด ถ้าเราเปิดโอกาสให้เค้าได้พูด เค้าจะบรรยายได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ เค้าจะมีคนดัง หรือผู้มีอิทธิพลมากมายมาอยู่ในรายชื่อสำหรับโครงการต่าง ๆ เสมอ

เค้าทั้งผลัก ทั้งดัน ให้ตัวเองไปข้างหน้าตลอดเวลา กดดันตัวเองเสมอ ฉันต้องมีอย่างนี้นะ ต้องมีรถหรู มีปราสาทราชวังเป็นของตัวเอง มีคนเดินห้อมล้อม ขับรถต้องมีรถนำ มีคนขับมาเปิดประตูให้ มีคนรับใช้ใกล้ชิดให้จิกหัวเปรียบเทียบกับคนที่ดูร่ำรวยกว่าอยู่เสมอ คิดหาอะไรใหม่ ๆ ที่จะได้เป็นอย่างคนเหล่านั้นที่เค้าคิดว่าใช่สำหรับเค้า พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นปกติ

เฟมัส คือ ผู้บ้าพลังตัวจริงเสียงจริง เค้าจะไม่หยุดกับอะไรทั้งนั้น และจะทำทุกทางไม่ว่ามันจะผิดชอบชั่วดีอย่างไร ถ้ามันทำให้รวยได้ก็ขอให้ได้แจมเถอะ

แต่ในความเป็นจริง เฟมัส เป็นแค่คนไม่เอาอ่าวคนนึงเท่านั้น พูดเก่ง พูดดีโม้น้ำไหลไฟดับ ได้เป็นคืน ๆ แต่ไม่เคยลงมือทำ เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการออกไปสังสรรค์กับคนนั้นคนนี้ เงินได้มาหมดไปกับการซื้อวัตถุมาถมตัวเอง อาหารหรู และการเลี้ยงสตรีทั้งหลาย

เฟมัส คือ มิจฉาชีพในคราบมาเฟียมืออาชีพ ชื่อเสียง เงินทอง ที่วงศ์ตระกูลสั่งสมมาถูกเอาไปใช้เพื่อล่อลวงให้คนที่ไม่รู้มาหลงติดกับ โดยโปรเจคต่าง ๆ ที่คาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จ บางครั้งเค้าก็ทำมันบ้างพอเป็นพิธี โทรหาคนใหญ่คนโต คนนั้นคนนี้โชว์รูปที่ดูดีในโซเชียล ให้คนที่ไม่รู้หลงเชื่อ บางทีก็อ้างไปเรื่อยจนหมดเงินที่หลอกเค้ามาแล้ว แต่โปรเจคต่าง ๆ ก็ยังไม่เป็นท่า

แต่เค้าก็ใช้ชีวิตได้สบาย ๆ เกาะคนนั้นที คนนี้ที มีคนใจอ่อนเข้ามาก็ช่วย ๆ กันไป คนที่รู้ก็ออกห่างคอยระวังตัวเอา จุดอ่อนของคนส่วนมาก คือ ขี้สงสาร ก็เอื้อ ๆ กันไปส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็หวังประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับอยู่บ้าง

แม้ว่าเค้าจะอายุ30 แล้ว ก็ยังเลือกใช้ชีวิตแบบนี้ไปเรื่อย ๆ

ที่สุดยอด คือ เค้า รู้สึกดีกับสิ่งเหล่านี้มาก มั่นใจว่าเป็นวิถีแห่งความสำเร็จถึงขั้นหลอกตัวเองได้ในทุก ๆ เรื่อง หากใครมาแย้งหรือบอกเรื่องจริง ในสิ่งที่เค้าทำ เค้าจะหาว่าคนนั้นขวางทางเจริญเค้าทันที คนที่ไม่เห็นด้วยกับเค้า คือ คนโง่ และอิจฉาที่เค้าจะได้ดี อิจฉาในความรุ่งเรืองและความสำเร็จของเค้า

ตัว เฟมัส เองก็หาเงินได้ แต่ด้วยวิธีที่ไม่ค่อยจะซื่อตรงเท่าไหร่นัก เช่น เสนอโครงการที่ไม่ใช่ของตัวเองแต่ตัวเองออกหน้าว่าเป็นเจ้าของ หลอกเอาเงินคนไปดำเนินงานต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่สิ่งที่ติดต่อนั้นคนเหล่านั้นติดต่อได้เองง่าย ๆ และไม่มีค่าใช้จ่ายอะไร หรือไม่ก็เอาชื่อเสียงคนรอบตัวมาบีบให้คนใส่ชื่อตัวเองในหุ้นและให้ตัวเองได้มีเงินใช้รายเดือน โดยไม่ต้องทำอะไร หลอกแม้กระทั่งให้คนจ่ายค่าตัวเพื่อให้ตัวเองไปร่วมงาน

หนักเค้าไปอีก คือ เฟมัส เชื่อเรื่องโกหกของตัวเอง การหลอกตัวเองในรูปแบบต่าง ๆ นา ๆ ในจินตนาการอันเพ้อเจ้อต่าง ๆ ของเค้า มีความแน่วแน่ จนหากเราได้รู้จักเค้าจริง ๆ ก็จะสมเพชเวทนาแทนที่จะโกรธ เพราะคนอะไรจะซวยซ้ำซวยซ้อนได้ขนาดนี้ ไม่มีคนที่จะทำให้เค้าเข้าใจได้เลยหรือนี่ และดูเหมือนว่าสิ่งที่เค้าเป็น จะเป็นสิ่งอัศจรรย์อย่างหนึ่ง ว่าด้วยความคิด ว่ามันคิดได้ยังไงวะน่ะ

แต่อย่างว่าในยุคหลัง ๆ ตั้งแต่ช่วง 1960 เป็นต้นมา การเห็นคุณค่าในตัวเอง ให้ความหมายว่า การรู้สึกดีกับตัวเอง คิดดีกับตัวเอง ทุกอย่างที่เกี่ยวกับตัวเองต้องเป็นด้านบวกเสมอ และมันก็เป็นเรื่องยอดฮิตในหมู่จิตวิทยา ด้วยเหตุผลตื้น ๆ ที่ว่า มีงานวิจัยที่พบว่า คนที่คิดเชิงบวกกับตัวเองมาก ๆ จะมีแนวโน้มทำให้เก่งขึ้น ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตจะลดน้อยลง แล้วมีโอกาสที่จะทำให้สังคมดีขึ้นด้วย

พอมาถึงช่วง1970 แนวคิดนี้ก็ถูกฝังและกระจายมาสู่พ่อแม่ในเรื่องการเลี้ยงลูกหลาน ให้ตระหนักถึงคุณค่าในตัวเอง นักจิตวิทยา นักบำบัด ครู นักสร้างแรงบันดาลใจ แม้กระทั่งนักหารเมืองท้องถิ่น ก็ต้องเรียนรู้และถ่ายทอดต่อ ๆ กันไป ลามไปถึงระบบการศึกษา เช่น ไม่มีการซ้ำชั้น ครูห้ามตีนักเรียน ต้องปล่อยเกรดเพื่อให้คนเรียนไม่เก่งรู้สึกดีขึ้น เป็นต้น ในสังคมก็มีการแจกรางวัลจอมปลอมต่าง ๆ นา ๆ สำหรับกิจกรรมทั่ว ๆ ไป หนักเข้าไป คือ ซื้อรางวัลก็ได้ คุณภาพจริงไม่ได้เกี่ยวกันกับรางวัลแต่อย่างใด

ผู้บรรยายเชิงจิตวิญญาณทั้งหลาย ที่มีสาวกติดตามก็จะพร่ำบอกเสมอว่าทุกคนเป็นคนพิเศษที่สวรรค์ส่งมา จักรวาลได้เลือกเรามาแล้ว พระเจ้าเป็นผู้สร้างเรามาให้เราทุกคนเป็นที่หนึ่งเสมอ เราคือคนพิเศษ ไม่ใช่คนธรรมดาทั่ว ๆ ไป

งานสัมมนาทางจิต ทางธุรกิจทั้งขายตรงขายไม่ตรง คอร์สสร้างแรงบันดาลใจ หาจุดหมายในชีวิตต่าง ๆ ในท้องตลาดล้วนบอกเป็นเสียงเดียวกัน ว่า เราทุกคนสามารถเป็นที่หนึ่งได้ เราสามารถประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้ เพียงแค่เราปลดล็อค ทางใจเท่านั้น เรามีความสามารถอย่างไม่มีขีดจำกัด ฯลฯ แล้วเราก็ออกทัวร์แสวงบุญ หาพลังงาน คอยเชื่อมจักรวาลอะไรก็ว่าไป

แต่ถ้าเราค่อย ๆ มองอย่างถี่ถ้วน มองและพิจารณาให้รอบเราจะเห็นบางอย่าง ที่ซ่อนไว้ภายใต้ความรู้เหล่านั้น เค้าแค่บอกไม่หมด เฟมัส แค่เป็นเหยื่อของสิ่งเหล่านั้น เป็นเหยื่อของกองกิเลสอันมหาศาลที่ถูกพอกพูนอย่างดูดี คนอับปัญญาคนหนึ่งมันจะมองออกได้ง่าย ๆ หรือเล่า สิ่งที่ถูกสอนถูกสั่งสมและถ่ายทอดกันมา มันมีส่วนที่ใช้ได้และใช้ไม่ได้ ส่วนมาก เอามาเฉพาะในส่วนที่กลุ่มตนได้ประโยชน์แล้วก็มาหาประโยชน์กับคนที่ไม่มีปัญญาพิจารณาให้รอบคอบต่อ ๆ กันไป

เป็นเรื่องจริงที่ทุกคนล้วนแตกต่าง เป็นเรื่องจริงที่ทุกคนสามารถประสบความสำเร็จได้ แต่ไม่ใช่ในรูปแบบเดียวกัน วิธีการเดียวกัน และในระบบ หรือวิถีเดียวกัน การรู้สึกดีกับตัวเองก็เป็นเรื่องดี แต่มันไม่จำเป็นที่จะต้องตลอดเวลา เวลาเราล้มเหลว ผิดหวัง เราแค่เข้าใจยอมรับ เรียนรู้กระบวนการต่าง ๆ ของมันอย่างตรงไปตรงมา ไม่จำเป็นต้องคิดบวก เพราะ การคิดบวก คือ การคิดลบ ถ้าคุณจะบวก มันต้องเห็นช่องทางสว่างอย่างถ่องแท้ต่างหาก มันจึงบวกด้วยตัวมันเองไม่จำเป็นต้องไปคิด

อย่างเช่น ทุกข์จะเป็นจะตาย ยังหาเงินไม่ได้สักบาท ต้องจ่ายลูกน้องพรุ่งนี้ สิ่งที่ควรเข้าใจคือ ไม่ต้องเอาใจไปกังวลจนเกินเหตุ แต่ให้มุ่งมั่นแก้ปัญหาอย่างเต็มที่ เต็มความสามารถ เอาสมองมาคิดกระบวนการแก้ไข แต่ไม่ใช่เอาใจไปทุรนทุรายกับมัน แล้วปิดสมองทิ้ง ทุกอย่างมีทางออกเสมอ แต่ไม่ใช่นั่งจมแล้วบอกกับตัวเองว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวมันก็ผ่านไป เป็นต้น

การพัฒนาสู่การเป็นผู้เข้มแข็งและประสบความสำเร็จนั้น มันมีกระบวนการของมันอยู่ และให้เราพัฒนาไปตามวิถีของเรา เราต้องเข้าใจวิถีของตนเองก่อน หากเราทำตาม ๆ กันไปอย่างที่สอน ๆ กันให้เชื่อว่าตัวเองเป็นคนพิเศษ เป็นความพิเศษ ต้องรู้สึกดีกับตัวเองเสมอ มันไม่ได้ทำให้เรายิ่งใหญ่อะไรแถมปมในความไม่เข้าใจตัวเองซ่อนไว้อีกมหาศาล เพื่อให้ขายคอร์สปลดล็อคจิตวิญญาณได้ต่ออีกด้วยซ้ำ และต่อให้ขยายวงจรนี้ออกไปมาก ๆ สิ่งที่ได้ คือ คนอย่าง เฟมัส ไม่ใช่ บิล เกตต์ หรือ ดาไลลามะ นะจ้ะ แถมด้วยยอดคนเป็นโรคจิตในรูปแบบต่าง ๆ ก็จะรับยาเพิ่มขึ้น แผนกจิตเวชก็จะมีงานทำกันอย่างสนุกสนาน

พวกที่เสพติดกับการหลอกตัวเองแบบนี้ เค้าจะทำจนกระทั่งจิตใต้สำนึกหลอกตัวเองให้เชื่อว่าเค้ากำลังทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้ กับมวลมนุษยชาติอะไรอย่างนั้นเลย แม้ว่าความจริงมันอาจไม่เห็นได้ทำอะไรสักอย่างด้วยซ้ำ บางทีเพิ่งเรียนรู้อะไรมาหน่อยดูมีธรรมะอันสูงส่ง คิดว่าตื่นรู้ขึ้นมาเมื่อวานซืน ก็ต้องสอน ต้องพูด ต้องบรรยายให้ผู้คนได้ประจักษ์ มันร้อนวิชาเหลือเกิน บางทีก็เรียกตัวเองว่าโค้ช ทั้ง ๆ ที่ โค้ช คือ คนที่ต้องทำได้สำเร็จแล้วในเรื่องนั้น ๆ จึงมาเป็นโค้ชในเรื่องนั้น ๆ ได้ แต่ก็ไม่ใช่นะ ได้ใบประกาศลวง ๆ มาใบก็เป็นได้ละ บางทีอ่านมากก็มโนเอาเองก็มี แล้วก็ขยันกันมาเป็นโค้ชแนะแนวชีวิต เก็บเงินค่าคอร์สแพงมั่งถูกมั่งตามสะดวก ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างจริงจังอะไรในการใช้ชีวิตเลย ทุกวันยังต้องทุกข์กับค่าใช้จ่ายที่ควบคุมไม่ได้ ต้องคิดหารายได้แทบจะตลอดเวลา จิตไม่ได้โล่งโปร่งเบาเลยสักนิดเดียว แล้วธุรกิจทางจิตวิญญาณก็เฟื่องฟูดั่งร้าน 7-11ใคร ๆ ก็เป็นอาจารย์ได้ เพียงแค่เรียน online ก็พอ!!!

เฟมัส จึงเป็นเหยื่อของสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ เค้าเป็นเพียงแค่คนที่หลอกตัวเองว่าธุรกิจทั้งหลายของเค้าจะสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ทั้ง ๆ ที่ เค้าไม่มีความสามารถอะไรนอกจากการยกหางตัวเอง และคอยมีลิ่วล้อที่ช่วยชูโรง แล้วเค้าก็แค่เชื่อคำหลอกลวงเหล่านั้น จนลืมมองความจริงบนพื้นฐานที่เค้าเป็น ลืมมองในสิ่งที่เค้ามีและจะพัฒนาได้จริง ๆ อีกไม่นานข้างหน้าเค้าก็แค่ไม่เหลือใคร ไม่ไปอยู่ในคุก ก็ต้องไปรับยาตามหลังคาแดง

เพียงเพราะ เฟมัส ไม่อยู่บนความเป็นจริง คิดและมั่นใจว่าตนเองมีคุณค่ามากมาย ทุกคนต้องเข้าหา มัวแต่ไปหลงกับคำเยินยอ ล่อลวงต่าง ๆ จนกระทั่งลืมลงมือทำอย่างจริงจัง ในสิ่งที่สามารถทำได้จริง ๆ

ปัญหาของความหลงแบบนี้ กำลังกระจายตัวอย่างรุนแรงในปัจจุบัน คนที่เป็นแบบ เฟมัส มีมากมาย เป็นเหมือนมิจฉาชีพที่คอยหลอกคนอยู่ร่ำไป ถึงเค้าจะทำให้คนรอบข้างลำบากใจมากแค่ไหน เค้าก็ไม่เคยเห็น เพราะคนที่หลงตัวเองนั้น ก็เห็นแค่ตัวเอง คน ๆ นึง ที่กลายเป็นคนที่เห็นโลกทั้งใบหมุนรอบตัวเอง มันเป็นเรื่องยากที่จะทำให้เค้าเลิกนิสัยแบบนี้ เพราะถ้าเราบอกไป ก็เป็นการมองเค้าในแง่ร้าย และรับไม่ได้กับความเก่งกาจ สามารถ และความยิ่งใหญ่ของเค้านั่นเอง ปล่อยให้เค้ารักษากำแพงที่คอยหลอกเค้าไปเรื่อย ๆ จะดีกว่า เพราะในวันนึงข้างหน้า เค้าก็จะต้องได้เรียนรู้ทั้งหมดที่เค้าเป็นอยู่ดี

เรา หรือ คนรอบข้างเรา อาจจะเป็นอย่าง เฟมัส ก็ได้ ถ้าเราไม่รู้จักตัวเอง ยอมรับตัวเองจริง ๆ เพราะความจริง

“คนที่มีคุณค่าที่แท้จริง” คือ คนที่รู้เข้าใจในความเป็นไปของตัวเองในทุก ๆ ด้าน อย่างตรงไปตรงมา แล้วพัฒนาจากพื้นฐานที่แท้จริงของตนเอง ในบางสถานการณ์เราที่เรามองว่ามันเป็นด้านลบของเราอาจกลายเป็นเรื่องที่ดีก็มีมากมาย หรือบางครั้งเรื่องที่เราคิดว่าเป็นส่วนดีแต่พอไปอยู่ในบางสถานการณ์อาจเป็นส่วนที่ใช้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

#olanhappiness

– copas –

มายาแห่งความต้องการ

บ่อยครั้งที่..สิ่งที่เราต้องการ
มักเป็นกลลวงของมายาแห่งชีวิต

ทำไมเป็นอย่างงั้น…
จักรวาลตอบสนองทุกอย่างที่เราคิด ที่เราต้องการ
ยิ่งภาพในหัวเด่นชัดมากเท่าไหร่ มักจะได้มาเสมอ
ไม่ได้ยากเย็นอะไร

ความรวยจึงไม่จำเปนที่จะต้องเปนเรื่องของคนฉลาด
แม้คุณโง่ที่สุดในสายตาใครต่อใครคุณก็รวยได้
ถ้าการยอมรับเป็นแค่เรื่องของความรวย
ขอแสดงความยินดีกับทุกคน..
เพราะมันไม่ใช่เรื่องยาก

แต่สักพักคุณจะพบความกลวงที่คุณสร้างไว้
ตัวตนกลวงๆ ที่คุณสร้างมันจะตามหลอกหลอนไปตลอด เพราะกฎแห่งกรรมกำลังทำหน้าที่ของมัน
สุดท้ายคุณก็จะเป็นโรคต่างๆ ที่ออกมาจากจิตใจภายในอันแสนกลวงโบว๋

ซึ่งใครๆ ที่ใช้ชีวิตจริงๆ จะมองเห็นเสมอ

ชีวิตที่สมบรูณ์อาจไม่ได้ถูกตัดสินจากสายตาคนในสังคมว่าร่ำรวยล้นฟ้า

แต่หากไปบอกใครว่าจนก็จะไม่มีใครเชื่อ
เพราะชีวิตเหล่านั้นล้วนเต็มเปี่ยมจริงๆ
หาความขัดสนไม่ได้เลย
ไม่ว่าจะเป็นในมิติไหน
ไม่ต้องดิ้นรนไขว่ขว้า
แต่ทว่าได้มาอย่างง่ายดาย และรวดเร็วเสมอ
ได้ทำหน้าที่ในการมีชีวิตอย่างสมบรูณ์ต่อทุกๆ คน ที่เกี่ยวข้อง
แม้ยามจากไปก็ครึกครื้น
เต็มไปด้วยความมีคุณค่าที่น่าจดจำ
ไม่แม้จะต้องตั้งตนเป็นครูบาอาจารย์
ใครๆ ที่ได้เข้ามาก็ยินดีจะยกไว้ในฐานะนั้นเสมอ

คุณไม่ต้องวิ่งหาสิ่งใด..อีกเลย
เพราะแม้นว่าข้างในคุณเปี่ยมล้นแล้วจริงๆ แล้ว
ทุกสิ่งที่เหมาะสมจะมาเอง อย่างยั่งยืน เหมาะสมกับการเกิดมาในครั้งนี้

ซึ่งจะเป็นได้ด้วยการฝึก ด้วยความเพียร ด้วยการขัดเกลาจิต ไม่ใช่เนรมิตดึงดูดสร้างตัวตนลวงๆ ขึ้นมาที่ใช้ไปสักพักถึงจุดก็พังเพราะความกลวงจากข้างใน

ข้างนอกคุณถมอะไรก็ได้ทั้งนั้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนจะยอมรับเสมอไป

แต่ถ้าสะดวกและสบายใจก็ทำไปไม่เดือดร้อนใครนอกจากตัวเอง

สิ่งอันจริงแท้ยิ่งทำยิ่งหยุดทุกอย่างลงเรื่อยๆ

การวิ่งที่เหนื่อยหอบโดยไม่รู้ว่าวิ่งตามอะไร
เป็นเรื่องน่าสังเวสเสมอ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับใครก็ตาม

แต่จงปล่อยให้คนเหล่านั้นวิ่งไป เมื่อวันนึงเค้าเหนื่อย กับการเวียนวนในลู่เหล่านั้น ที่เปลี่ยนสนามไปมาแต่ก็ยังวิ่งวนอย่างไม่รู้ตัว วันนึงคนเหล่านั้นจะหยุดเอง

จึงไม่แปลกอะไรสำหรับคนที่หยุดแล้ว จะมีกีฬาแห่งชีวิตให้ดูเป็นเครื่องบันเทิงอยู่มากมาย และยังนั่งดูแล้วหัวเราะอย่างเบิกบานได้ว่า เราก็เป็นมาแล้วทั้งนั้น

ในขณะที่นักวิ่งทั้งหลายอาจจะมองแปลกๆ
เพราะขณะที่เค้าวิ่ง..แข่ง..กับอะไรไม่รู้
หรืออาจจะอุปโลกป์ เส้นชัยต่างๆ ขึ้นมา
แต่ก็ไม่เคยหยุดได้สักทีนั้น
สิ่งที่เค้าทำล้วนยิ่งใหญ่ในมโนสำนึกเค้าเหล่านั้นมากถึงมากที่สุด

มากจนลืมไปว่า เรานั่งมองเธอทั้งหลายอยู่บนอัศจรรย์ และเห็นทุกอย่างแม้กระทั่งสิ่งที่เธอแข่งขันอยู่
แถมสุดท้ายเมื่อเธอชนะเธอก็แค่ต้องการเพียง
การยอมรับจากเหล่าคนดู ที่เธอจะต้องเงยหน้ามองไปรอบๆ เพื่อเรียกร้องสิ่งเหล่านั้น

ทุกอย่างไม่มีสูตรสำเร็จ
ถ้าไม่โง่งมจนเกินไปจริงๆ
สักวัน..คุณก็จะยุติการวิ่งได้เอง
แล้วมานั่งกินป๊อปคอนสบายๆ ดูเค้าทั้งหลายวิ่งไปมาบ้างก็อาจเป็นได้นะ

ชีวิตลวงตา กับของจริงมันต่างกันมาก
ให้ก๊อปเกรดไหน ใครๆ ก็ดูออก

#olanhappiness

ไม่มีอุปสรรคใดยิ่งใหญ่ได้..เท่ากับตัวเราเอง

ไม่มีอุปสรรคใดยิ่งใหญ่ได้..เท่ากับตัวเราเอง

มนุษย์เกิดมาพร้อมศักยภาพในการทำลายล้างและสร้างสรรค์ไปพร้อมๆ กัน

มีคนจำนวนมากมายก่อนหน้านี้เข้าใจและใช้มันได้อย่างเหมาะสมตามที่โลกควรจะเป็น
ต่างไม่มีใครรู้ว่าใครเกิดมาเพื่ออะไร อย่างแท้จริง จนกระทั่ง เมื่อเราเริ่มเดินอยู่บนเส้นที่เรารู้สึกได้จริงๆ ว่าใช่  ตลอดเวลา เรามักวุ่นวายสับสน  กับความเป็นอยู่ในปัจจุบันเสมอ Read more